บทความ > ต้นกำเนิด...ข้าวขาวดอกมะลิ 105

ต้นกำเนิด...ข้าวขาวดอกมะลิ 105


ต้นกำเนิด...ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และเคล็ดไม่ลับ อายุยืน ของ ดร.สุนทร  สีหะเนิน (ปัจจุบัน อายุ 90 ปี ในปี 2556)

ต้นกำเนิด...ข้าวขาวดอกมะลิ 105
 
    ข้าวเป็นพืชอาหารหลักของคนเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมการบริโภคข้าวมาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะหากเอ่ยถึง “ข้าวขาวดอกมะลิ 105” หรือที่เรียกติดปากว่า “ข้าวหอมมะลิ” (Jasmine Rice) นั้น ดูเหมือนจะมีโอกาสทางการตลาดที่ไปได้สวยกว่าข้าวพันธุ์อื่น เนื่องเป็นที่นิยมบริโภคทั้งในและต่างประเทศ แต่หากย้อนไปในอดีต ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวพันธุ์เบาที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์มาจากข้าวขาวดอกมะลิ ซึ่งเป็นข้าวพื้นเมืองที่พบและรู้จักกันในอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยคุณลักษณะอันโดดเด่นยามหุงข้าว กลิ่นจะหอมชวนให้รับประทานไม่เหมือนพันธุ์ข้าวใดในโลก ครั้งเมื่อมีการปรับปรุงพันธุ์และส่งเสริมให้ปลูกในเขตภาคอีสาน ข้าวขาวดอกมะลิ 105 จึงเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น แต่น้อยคนนักจะรู้จัก ดร.สุนทร  สีหะเนิน ผู้รวบรวมพันธุ์ข้าวลักษณะดีจนได้รับการปรับปรุงพันธุ์เป็น “ข้าวขาวดอกมะลิ 105”
กว่าจะเป็นข้าวขาวดอกมะลิ 105 (ดร.สุนทร  สะหะเนิน ได้ริเริ่มค้นหา เมื่ออายุ 27 ปี ในปี 2493)
                  ดร.สุนทร  สีหะเนิน ได้ทราบประกาศของกระทรวงพาณิชย์ว่าประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวได้ประมาณ 8,000,000 ตัน ซึ่งถือว่าเป็นความภูมิใจของกระทรวง โดยเป็นข้าวขาวดอกมะลิ จำนวน 1,250,000 ตัน
    จึงได้ริเริ่มค้นหา พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ โดยเริ่มต้นจากการค้นหาเนื้อหาเกี่ยวกับข้าวที่สำนักงานวิจัยข้าว บางเขน ก็ไปเจอเรื่องราวว่า เราเป็นผู้ที่นำส่งพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิจากอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มาเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงพันธุ์

    สมัยนั้นเป็นช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการแผนมาร์แชลยับยั้งการขยายอำนาจของลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยให้การสนับสนุนวิทยาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงด้านการเกษตรแก่ประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาเพื่อเป็นเกราะปราการป้องกันการรุกล้ำจากลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยให้ความช่วยเหลือชาวนาให้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการส่งเสริมการใช้ข้าวพันธุ์ดี ส่งเจ้าหน้าที่ออกพื้นที่ให้คำแนะนำในการดูแลรักษา การกำจัดศัตรูพืช การใช้ปุ๋ย ฯลฯ ซึ่งในขณะนั้น ประเทศไทย ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ดำเนินโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าว ในปี 2493 โดยได้ส่งนักวิชาการมาช่วยเหลือจำนวน 2 ท่าน คือ ดร.โรเบิร์ต แอล แพนเดอร์ตัน จากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอฟกินส์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านปฐพีวิทยา และ ดร.แฮร์ลิช เอ็ด เลิฟ จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพันธุศาสตร์ ซึ่งทั้ง 2 ท่านนี้เคยอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาก่อน แต่ถูกส่งกลับประเทศในช่วงที่เกิดสงครามโลก

    ด้วย ประเทศไทยมีพื้นฐานทางเกษตร ประชาชนทำนาเป็นอาชีพ เหตุที่ยากจน เพราะผลผลิตทางเกษตรตกต่ำ รายได้ไม่ดี จึงต้องช่วยเหลือชาวนาในเรื่องของพันธุ์ข้าว ต้องหาพันธุ์ที่ดีกว่าที่ใช้อยู่ และต้องดีทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณผลผลิตต้องดีกว่า ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยก็มีข้าวพันธุ์ดีอยู่แล้วหลายพันธุ์ ก่อนที่จะมีโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าว แต่ในปี พ.ศ. 2493 ก็มีการลงมติว่าข้าวทุกพันธุ์ที่ใช้อยู่ไม่ดีจริง อาทิ พันธุ์ปิ่นแก้ว พันธุ์เหลืองอ่อน พันธุ์น้ำดอกไม้ พันธุ์นางตานี (รวมจำนวนทั้งหมด 9 พันธุ์) ที่กรมได้รับมอบหมายตัวอย่างพันธุ์ข้าวไปพูดคุยกับชาวนา

    ต่อมา พอตกลงกันได้ว่า เราจะต้องหาพันธุ์ข้าวที่ดีกว่าเดิมที่ใช้อยู่ ซึ่งวิธีหาคือหาจากข้าวพันธุ์เดิมที่มีอยู่ เพราะเราไม่สามารถทำพันธุ์ใหม่ขึ้นมาได้ โดยถือว่า ข้าว 1 รวง คือ ข้าว 1 พันธุ์
    จึงได้ตั้งคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยพนักงานข้าว โดยเลือกบุคคลที่มีความชอบ ความรู้ ความสามารถ มาจำนวน 35 คน สำหรับส่งกระจายไป 70 จังหวัด ทั่วประเทศไทย (พนักงาน1 คน ดูแล 2 จังหวัด) ซึ่ง ดร.สุนทร  สีหะเนิน เป็นหนึ่งในคณะ โดยได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา

    หลังจากนั้น ได้มีการอบรม ตั้งแต่เดือนเมษายน-กันยายน 2492 โดยอบรมเป็นระยะ หลายครั้ง โดยมี ดร.แฮร์ลิช เอ็ด เลิฟ เป็นผู้อบรม (ทางรัฐบาลไทยเป็นผู้ติดต่อผ่านทางกระทรวงต่างประเทศว่าบุคคลใดที่เคยไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล และรับราชการอยู่ในประเทศไทยให้กลับมาปฏิบัติงานวิจัยในครั้งนี้) จึงได้มีผู้ช่วยที่เป็นลูกศิษย์จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ประกอบด้วย หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ดร.ครุย บุญสิงห์ ดร.สละ ทศานนท์ หม่อมราชวงศ์จักรทอง ทองใหญ่ ดร.เอี่ยน ขัมพานนท์ และอีกหลายคน มาเป็นผู้ช่วย ดร.แฮร์ลิช เอ็ด เลิฟ อบรมในเรื่องต่างๆ อาทิ การคัดพันธุ์ การดูลักษณะพันธุ์ข้าว เมื่ออบรมเสร็จ ก็จัดทำแผนว่าจะคัดเลือกเอาพันธุ์อะไรบ้าง และเก็บรวงข้าวตัวอย่างมาส่งที่กรม โดยมีระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม โดยสามารถเก็บรวบรวมได้จำนวน 26 พันธุ์ ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มจากพันธุ์ข้าวในนาของชาวนา (ดูลักษณะ ความสม่ำเสมอของข้าว และเวลาออกรวง) โดยมีที่ปรึกษา ทั้งหมด 3 ท่าน คือ ขุนทิพย์ท่าทองหลาง กำนันตำบลท่าทองหลาง อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งถือว่าเป็นท้องที่ที่ปลูกข้าวหอมมะลิมากที่สุด และเป็นแหล่งเดียวในโลก นายดาวราย  ทับเจริญ แพทย์ประจำตำบลท่าทองหลาง อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นผู้ปลูกข้าวฝีมือดี มีนาเป็นของตัวเอง และที่ปรึกษาใหญ่ คุณจรูญ ตัณฑวุฒิโฑ เจ้าของโรงสี ที่ทำการค้าข้าวขาวดอกมะลิ ใครที่ต้องการข้าวดอกมะลิ ต้องไปหาเขา โดยมี ดร.สุนทร  สีหะเนิน เป็นผู้รวบรวมพันธุ์

เหตุใดถึงเลือกแปลงที่ 105
    ทั้ง 4 ท่าน ได้ปรึกษากัน แล้วตกลงกันว่าเราจะเริ่มต้นจากท้องนาของผู้ที่มีฝีมือดีที่สุดในการปลูกข้าว คือ หมอเล็ก (นายดาวราย  ทับเจริญ) จึงได้ไปดูในนา พบว่าเป็นนาที่ดูเรียบร้อย วัชพืชไม่มี ข้าวขึ้นสม่ำเสมอ ดูเรียบเป็นนาหนึ่งเดียวกัน ข้าวแตกกอสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นลักษณะของการทำนาที่ถูกต้อง จึงได้ลงไปในนาของหมอเล็ก โดยสุ่มเข้าไปกลางนา ดูต้น ดูกอข้าว (ปกติข้าวจะแตกกอจำนวน 7-10 กอ หากแตกเพียง 3-5 ถือว่าใช้ไม่ได้ และต้องมีความแข็ง มีทรงที่สวยงาม ไม่หัก) พอดูทรง ดูกอข้าวเสร็จแล้ว ต้องดูที่รวงข้าว ว่าเป็นรวงเล็ก รวงยาว รวงใหญ่ หรือไม่ และต้องดูที่ระแง้ว่าห่างกันหรือไม่ ถ้าห่างแสดงว่าไม่ดี
    ต่อจากนั้น ก็เลือกรวงที่ดีที่สุดในกอนั้นจำนวน 1 รวง และได้หาต่อไป จนได้ครบจำนวน 200 รวง หลังจากที่ได้ข้าวเรียบร้อยแล้ว ได้ปรึกษาอีก 3 ท่าน ว่า รวงข้าวที่ได้สุ่มมานั้น ใช่ข้าวหอมมะลิทั้งหมดหรือไม่ ผลปรากฎว่าเป็นข้าวหอมมะลิทุกรวง จึงได้นำส่งกรมการข้าว (หลังจากที่มีการตกลงทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้จัดตั้งกรมขึ้น 2 กรม คือ กรมพัฒนาที่ดิน และกรมการข้าวที่ถูกยุบ ตั้งเป็น กรมส่งเสริมการเกษตร แทน)
    หลังจากส่งข้าวให้กรมการข้าวเสร็จ ก็ส่งหน้าที่ต่อนักวิชาการ แยกแยะต่อ โดยต้องแยกสถานที่กันคัด เพราะข้าวมีจำนวนมากเป็นแสนรวง
    ข้าวขาวดอกมะลิ ของ ดร.สุนทร  สีหะเนิน ได้ถูกส่งไปคัดแยกที่สถานีทดลองข้าวที่โคกสำโรง โดยแต่ละรวง จะถูกกำหนดเบอร์ 1-200 และเอาไปปลูกแบบรวงต่อแถว โดยเอาข้าวพันธุ์หอมนางมนมาปลูกพร้อมกันด้วย พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็นำมาเปรียบเทียบกัน โดยมีเกณฑ์การตัดสิน ดูที่ผลผลิต ขณะนวดข้าว ขณะชั่งน้ำหนัก ปรากฎว่า รวงอื่นที่นำมาคัดแยกตกอันดับหมด เหลือเพียงอยู่รวงเดียวที่ชนะข้าวหอมนางมน คือ ข้าวขาวดอกมะลิรวงที่ 105 จึงได้เก็บรวงนี้ไว้วิจัยต่อ โดยปลูกทดสอบในพื้นที่ต่างๆ (แต่ข้าวหนึ่งรวงมีไม่เพียงพอสำหรับจัดส่งไปปลูก จึงต้องใช้เวลาอีก 2 ปี เพื่อให้เพียงพอ)
    หลังจากเวลาผ่านไป 2 ปี (ตั้งแต่ปี 2493-2495) ได้ผลผลิตจำนวนเพียงพอ จึงแบ่งเฉลี่ย ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ไปให้อำเภอต่างๆทั่วประเทศ นำไปปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์ข้าวอื่นๆ ปรากฎว่า ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ปลูกได้ผลผลิตดีตลอดทุกปี และดีอยู่ในภาคอีสาน และภาคเหนือ อาทิ จังหวัดพะเยาและจังหวัดเชียงราย แต่ผลผลิตเป็นรองของภาคอีสาน
    จึงได้มีการส่งเสริมการปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ภาคอีสาน (แต่คนภาคอีสานกินข้าวเหนียว เมื่อมีการให้นำไปปลูก เขาก็ไม่เอาด้วย) แต่ในที่สุด หม่อมเจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ ได้ตัดสินใจ มองไปที่ภาคอีสานตอนล่าง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดบุรีรัมย์ จึงได้นำข้าวขาวดอกมะลิ 105 ไปทดลองปลูกที่จังหวัดสุรินทร์เป็นที่แรก ตามด้วยจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดบุรีรัมย์ โดยจัดตั้งกลุ่มชาวนา และส่งข้าวพันธุ์ไปให้ (โดยเดิม 3 จังหวัดนี้ ยากจนมาก เพราะอากาศแห้งแล้งจัด จนกระทั่งมีคำกล่าวเป็นการล้อเล่นว่า อยู่สุรินทร์ต้องตำน้ำกิน)
    เมื่อชาวนาใน 3 จังหวัดดังกล่าว นำข้าวขาวดอกมะลิ 105 ไปปลูก ปรากฎว่า ทนแล้งได้ดี ได้ผลผลิตมาก และได้ราคาดี จนเป็นที่ยอมรับในภาคอีสานตอนล่าง ในที่สุดภาคอีสานตอนบนก็ต้องการที่จะนำไปปลูกบ้าง เช่น จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดยโสธร จังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัดขอบทุ่ง ได้นำข้าวขาวดอกมะลิ 105 ไปปลูก โดยเฉพาะที่ ทุ่งกุลาร้องไห้ แต่ก่อนที่จะไปส่งเสริมการปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ นั้น ต้องไปปรับปรุงที่ดินใหม่ จึงขอให้ประเทศออสเตรเลียมาช่วยเหลือในการปรับปรุงที่ดิน ให้เป็นไร่เป็นนา โดยคนที่ต้องการปลูก จะต้องจัดตั้งกลุ่มชาวนา (รวบรวมพื้นที่นาให้ได้ กลุ่มละ 500 ไร่) ถึงจะช่วยเหลือพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยากำจัด ให้การดูแล และรับซื้อผลผลิตทั้งหมด
    ชาวนาในพื้นที่ก็ได้รวบรวมกลุ่มจนได้ครบ ใช้เวลา 3 ปี ในการปลูก ได้พื้นที่นา 2 ล้านกว่าไร่ (ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทั้งหมด) และต่อมา ภาคเหนือ ก็ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ตามทุ่งกุลาร้องไห้
    ข้าวหอมมะลิ ชอบ ดินปนทราย พื้นที่เป็นนาดอน ใช้น้ำฝนในการเพาะเลี้ยง นาที่ไหนเป็นอย่างนี้ จะได้ผลผลิตดีที่สุด เมล็ดข้าวจะยาว เรียว บิดนิดๆ ขาว ใส พอแกะออกมาเป็นข้าวกล้อง จะเป็นสีขาว ใส ที่สำคัญคือที่เมล็ดไม่มีท้องไข่ มีจมูกข้าวเล็ก (แต่นาที่ไหนใช้การเพาะเลี้ยงแบบวิดน้ำ ก็จะได้แค่ ข้าวหอมปทุม ข้าวหอมเหลือง)
    อย่างไรก็ตาม ข้าวหอมมะลิ ยังไม่ค่อยเป็นที่น่าสนใจเท่าไร เรื่อง ความโดดเด่น จนกระทั่ง ปี 2535 ประเทศไทยได้ส่งออกข้าวหอมมะลิได้ 1,250,000 ตัน และในปี 2552 ประเทศไทย โดยบริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ได้รับรางวัลชนะเลิศ World Best Rice Award 2009 จากงานประชุม World Rice Conference 2009 ณ เมืองเซปรู ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการข้าวสารบรรจุถุงรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลนี้จนทั่วโลก ลงมติว่า ข้าวหอมมะลิ ต้องประเทศไทย เท่านั้น

คำเรียกขาน ข้าวหอมมะลิ
สมัยนั้นประเทศที่ขายข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ประเทศไทย ประเทศอินเดีย ประเทศปากีสถาน
ประเทศอินเดีย ประเทศปากีสถาน ไม่มีชื่อเรียกตรงตัว แต่ใช้คำว่า Jasmine rice
ส่วนประเทศไทย ใช้คำว่า ข้าวหอมมะลิไทย
ชื่อ ข้าวหอมมะลิ ของประเทศไทย นั้น จะต้องนึกถึงชื่อ ข้าวขาวดอกมะลิ ถ้าเป็นทางการ จะใช้ชื่อ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ถ้าต่างประเทศ จะเรียก ข้าวหอมมะลิไทย
 
ความภูมิใจในมุมมอง ข้าวหอมมะลิ ของ ดร.สุนทร  สีหะเนิน
 
    “ไม่ภูมิใจเรื่องข้าวว่าจะส่งออกเป็นอย่างไร แต่ภูมิใจที่ว่าคนภาคอีสานที่กินข้าวเหนียว ปลูกข้าวเหนียว มานานเป็นร้อยเป็นพันปี พอ “แม่มะลิ” เข้าไป ทำให้คนภาคอีสานเปลี่ยนมาปลูกข้าวหอมมะลิได้”
    นับเป็นความภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าข้าวหอมมะลิจะทำให้คนภาคอีสานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนได้รับคำกล่าวว่า “อีสานเขียว” ซึ่งมาจากการที่ “แม่มะลิ” ทำให้เขาปลูกข้าว ได้กำไร และยั่งยืน ไม่ต้องเสี่ยง นั่นเอง
 

ดร.สุนทร  สีหะเนิน ฝากถึงคนรุ่นหลัง

 
    ข้าวหอมมะลินั้น มีจุดอ่อน อยากจะฝากไว้ให้ องค์กรที่เกี่ยวข้อง บริษัทข้าว หรือ หน่วยงานราชการ ถ้าจะรักษาคุณภาพของข้าวหอมมะลิเอาไว้ ไม่ให้ข้าวอื่นมาแซงหน้า
    เมื่อใด ที่ระบบชลประทานเข้าถึงบ้าน ปลูกข้าวได้ปีละหลายครั้ง คนก็จะเลิกปลูกข้าวหอมมะลิ คนก็จะไม่เชื่อใจว่าจะมีการนำข้าวอื่นไปปน อยากให้ช่วยกันอนุรักษ์ข้าวหอมมะลิเอาไว้ เพราะได้ช่วยกันส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิมาตั้งแต่ปี 2502 โดยให้นึกถึงว่า “แม่มะลิ” นั้นทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติมากมาย ส่งเสริมให้ข้าวหอมมะลิอยู่คู่คนไทยตลอดไป เพราะมันดีจริงๆ 50 ปีที่ผ่านมาไม่มีใครแซงหน้าได้
 
มีการประกวดบทความชิงโล่พระราชทานด้วยน่ะจ๊ะ
ตามลิงค์นี้เลยจ้า!! https://khaotrachat.com/TH/news/53

ประวัติของ ดร.สุนทร  สีหะเนิน
 

Latin Americaดร.สุนทร สีหะเนิน เป็นบุตรของ นายแดง-นางบุตร  สีหะเนิน เกิดที่บ้านควนราชสีห์ หมู่ 6 ตำบลบางเป้า อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2466 ปัจจุบัน ปี 2556 อายุ 90 ปี เป็นข้าราชการบำนาญ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สมรสกับ คุณประชุมพร  วัฒนวิจารณ์ ที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อปี 2491 มีบุตรชาย-หญิง 3 คน เป็นหญิง 2 คน ชาย 1 คน ทุกคนสำเร็จการศึกษาชั้นอุดมศึกษา รับราชการเป็นหลักฐานและสมรสแล้วทั้ง 3 คน

คุณวุฒิการศึกษาและการฝึกอบรม
  • จบชั้นประถมศึกษา จากโรงเรียนประจำอำเภอกันตัง “ตรังคภูมิ” อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ปี 2477
  • จบชั้นมัธยมบริบูรณ์ จากโรงเรียนประจำจังหวัดตรัง “วิเชียรมาตุ” อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ปี 2482
  • จบเตรียมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ “แม่โจ้” อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2483-2485 นับเป็นรุ่นที่ 7 ของวิทยาลัยแห่งนี้ (ต่อมาได้รับโควตาร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ไม่ได้เลือกที่จะศึกษาต่อ)
  • ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรวิชาพืชศาสตร์ ดิน ปุ๋ย การคัดเลือกพันธุ์-ผสมพันธุ์ และการขยายพันธุ์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2496
  • ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานของหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด ของกระทรวงมหาดไทย ปี 2512
  • ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานระดับหัวหน้ากอง ของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2515
  • ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรหลักและวิธีปฏิบัติราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของศูนย์ปฏิบัติราชการ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปต.) ของกระทรวงมหาดไทย ปี 2518
  • เดินทางไปฝึกอบรมและดูงานด้านการส่งเสริมการเกษตรที่ประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ปี 2505
การรับราชการ
  • เข้ารับราชการ เมื่อ 1 มกราคม 2486 ในตำแหน่ง พนักงานข้าว ประจำอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา (ชั้นจัตวา) ในสมัยนั้น และปฏิบัติหน้าที่นั้นอยู่จนถึงปี 2503 เป็นเวลา 17 ปี
  • เป็นพนักงานข้าวจังหวัดพัทลุง (ชั้นตรี) และต่อมาได้รับเลื่อนชั้นเป็นข้าราชการชั้นโท และเปลี่ยนตำแหน่งเป็นเกษตรจังหวัดพัทลุง เลื่อนชั้นเป็นเกษตรจังหวัดเอกจังหวัดพัทลุง รวมเวลาที่รับราชการอยู่ที่จังหวัดพัทลุง ตั้งแต่ปี 2503-2517 รวมเวลา 14 ปี
  • เป็นเกษตรจังหวัดเอกจังหวัดนราธิวาส ปี 2517-2518 รวมเวลา 2 ปี
  • เป็นหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการเกษตร ภาคตะวันตก จังหวัดราชบุรี ปี 2518-2519 รวมเวลา 2 ปี
  • เป็นผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเกษตร ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2520-2523 รวมเวลา 3 ปี ได้ลาออกจากราชการ เนื่องจากรับราชการมานาน รวมเวลา 37 ปี และเกิดเบื่อหน่ายชีวิตราชการ จึงลาออกรับบำเหน็จบำนาญ เหตุรับราชการนาน ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2523 ทั้งๆที่ยังเวลาที่จะรับราชการได้อีก 4 ปี (หลังจากลาออก จึงได้กลับมารักษาโรคหลอดลม)




เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทาน
  • ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ตช.)
  • ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ทม.)
  • เหรียญจักรพรรดิมาลา
  • เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 2
เกียรติยศที่ได้รับหลังออกจากราชการแล้ว
ปี 2536 ได้รับโล่เกียรติยศ จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเป็นผู้ค้นพบพันธุ์ข้าว “ขาวดอกมะลิ 105” อันเป็นต้นตอพันธุ์ของข้าวหอมมะลิไทย ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกในปัจจุบัน
ปี 2543 
  • ได้รับโล่เกียรติยศจากสมาคมปรับปรุงพันธุ์ และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย เป็นการยืนยันว่า เป็นผู้ทำ  คุณประโยชน์แก่ชาวนาไทยและประเทศไทยชาติ
  • ได้รับพระราชทานโล่เกียรติยศในฐานะศิษย์เก่าดีเด่นมหาวิทยาลัยแม่โจ้
  • ได้รับยกย่องจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศให้เป็น 1 ใน 100 คน ผู้ทำคุณประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ให้แก่ประเทศชาติในรอบ 100 ปี (เริ่มตั้งปี 1900 สิ้นสุดปี 2000) โดย ดร.สุนทร  สีหะเนิน ได้ถูกบันทึกในปี 1950 เป็นปีที่ค้นพบข้าวขาวดอกมะลิ 105 และเป็นคนหนึ่งที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและชาวนาไทย

ปี 2550  ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากกรมการข้าว ในฐานะผู้มีผลงานอันเป็นประโยชน์กับการพัฒนาข้าวไทย
ปี 2552           
  • ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพืชศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้
  • โล่ประกาศเกียรติคุณ ทรงคุณค่าต่อวงการเกษตรไทย จากกระทรวงพาณิชย์

บั้นปลายชีวิต
                  อาศัยรวมอยู่กับบุตรสาวที่แต่งงานแล้ว อยู่ที่บ้านเลขที่ 52/124 และ 52/123 ซอยเกษตรศาสตร์ 7 ถนนพหลโยธิน ซอย 45 บางเขน กรุงเทพมหานคร 10900 โทร. 02-561-1406 และ 02-561-1351 ชีวิตบั้นปลายมีความสุขตามสมควรแต่อัตภาพ

เคล็ดไม่ลับ อายุยืน ของ ดร.สุนทร สีหะเนิน (ปัจจุบัน อายุ 90 ปี ในปี 2556
“ไม่เครียด ไม่โกรธ ทำใจสบาย มีเรื่องอะไรก็ช่างมัน อย่าใช้สมองมาก คุยกันเรื่องดีๆ”

 สิ่งที่เรายึดมั่นสูงสุดเหนือจากความสำเร็จก็คือ ความตั้งใจที่จะช่วยเกษตรกรไทย มีชีวิตที่ดีกว่าและมีอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน และนี่คือภารกิจที่ท้าทายที่เราจะต้องทำให้สำเร็จในที่สุดสมดังคำที่ว่า ข้าวคือชีวิต

ติดต่อเรา

  อาคารเอไอเอ แคปปิตอลเซ็นเตอร์ ชั้น28
 csm@cptrading.co.th
 +66 (0) 2646 - 7200
   โทรสาร+66 (0) 2764 - 7392